ปล่อยตัวผู้ต้องขัง คดีระเบิดน้ำบูดู กลับบ้าน

ขอต้อนรับอาเด๊ะ (น้องๆ) จาก “คดีระเบิดน้ำบูดู” กลับบ้าน 

ช่วงเช้าวันนี้ (14 กันยายน 2563) ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้มีการปล่อยตัวผู้ต้องขัง #คดีระเบิดน้ำบูดู ที่พ้นโทษเพิ่มเติมอีกจำนวน 4 คน โดยมีญาติพี่น้องที่เดินทางไกลมาจาก อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส มารอรับอย่างอบอุ่น รวมทั้งมีนักศึกษาจาก #สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (สนมท.) และตัวแทนจาก #เครือข่ายนักวิขาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) มาร่วมให้กำลังใจ ทั้งนี้ ยังมีผู้ต้องขังจากคดีนี้เหลืออีก 1 รายในเรือนจำ และมีกำหนดพ้นโทษในปลายปีนี้
===========

#คดีระเบิดน้ำบูดู เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2559 ที่มีการกวาดจับนักศึกษาและเยาวชนมลายูมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งใหญ่ เริ่มจากย่านที่พักอาศัยบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีคนมลายูมุสลิมอาศัยอยู่รวมกันมาก กระทั่งนำมาสู่การตั้งข้อหากับ 14 รายว่าร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร และมีหนึ่งรายที่มีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายด้วย

อนึ่ง เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ให้จำเลยที่ 1,2,4 และ 9-13 ผิดข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร รวมโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์กับคดี เหลือ 4 ปี จำเลยที่ 3 ผิดข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดรวมโทษจำคุก 9 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 6 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 5-8 และ 14 เนื่องจากไม่มีหลักฐานให้เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้าย

หลังติดคุกได้ 3 ปีกว่า ผู้ต้องหาคดีระเบิดน้ำบูดูก็ทยอยพ้นโทษ (ได้เข้าเกณฑ์อภัยโทษ) ขณะนี้พ้นโทษมาแล้ว 4 ราย ยังเหลืออีก 5 รายที่เข้าเรือนจำทีหลังเนื่องจากได้ร่วมโครงการของศูนย์สันติสุขที่ค่ายอิงคยุทธฯ ตามคำแนะนำของนายทหารในพื้นที่ก่อนจะถูกนำตัวมามอบตัวที่กองปราบในเดือนพฤษภาคม 2560 และต้องถูกโทษเช่นเดียวจำเลยคนอื่นๆ

คดีนี้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากสังคม นักสิทธิมนุษยชน และนักวิชาการ อย่างกว้างขวางถึงกระบวนการของฝ่ายความมั่นคงภายใต้กฎหมายพิเศษและกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสิทธิในการประกันตัว (ใช้เวลา 18 เดือนในการฝากขังนับแต่ผู้ต้องหาคนแรกถูกนำตัวมาฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือใช้เวลา 15 เดือนหลังจากที่อัยการยื่นฟ้องโดยไม่ได้สิทธิในการประกันตัว) พยานหลักฐานของโจทก์ที่หลายฝ่ายมองว่ายังอ่อน (ใช้เพียงการซัดทอดจากผู้ต้องหาด้วยกัน) การให้น้ำหนักกับผลการซักถามในค่ายทหารภายใต้กฎหมายพิเศษ (โดยในกระบวนการซักถามนั้นมีเพียงผู้ต้องหา ไม่มีทนายหรือญาติอยู่ด้วย) ข้อข้องใจในเรื่องการซ้อมทรมาน และการใช้เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ของฝ่ายรัฐเกี่ยวกับรัฐปาตานีหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดนมาถือเสมือนว่าเป็นข้อเท็จจริงเพื่อนำมาผูกโยงกับหลักฐานอื่นๆ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก:

ศาลสั่งจำคุก 4-6 ปี คดีระเบิดน้ำบูดู และยกฟ้อง 5 จำเลย
https://www.bbc.com/thai/thailand-45626501

8 ข้อสรุปคดี ‘ระเบิดน้ำบูดู’ หลักฐานอ่อน ซ้อมทรมาน คนจนชายแดนใต้ ฯลฯ ศาลนัดชี้ชะตา 25 ก.ย. นี้
https://prachatai.com/journal/2018/08/78227

‘คดีระเบิดน้ำบูดู’ ศาลระบุไม่มีหลักฐานซ้อม สั่งจำคุก 9 ยกฟ้อง 5 ทนายชี้หลักฐานมีแค่คำซักถามในค่ายทหาร
https://prachatai.com/journal/2018/09/78847

(ขอบคุณภาพประกอบจาก Maruwan Hayeedoloh)

ที่มาเฟสบุค Chalita Bundhuwong